บทที่
1
อินเทอร์เน็ต
( Internet
) คือ
เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลก
เข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย
ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission
Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้
นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผู้นิยมใช้
โปรโตคอลอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกมากที่สุด
อินเทอร์เน็ตจึงมีรูปแบบคล้ายกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบ WAN แต่มีโครงสร้างการทำงานที่แตกต่างกันมากพอสมควร เนื่องจากระบบ WAN เป็นเครือข่ายที่ถูกสร้างโดยองค์กรๆ เดียวหรือกลุ่มองค์กร
เพื่อวัตถุประสงค์ด้านใดด้านหนึ่ง และมีผู้ดูแลระบบที่รับผิดชอบแน่นอน
แต่อินเทอร์เน็ตจะเป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์นับล้านๆ
เครื่องแบบไม่ถาวรขึ้นอยู่กับเวลานั้นๆ ว่าใครต้องการเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตบ้าง
ใครจะติดต่อสื่อสารกับใครก็ได้
จึงทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตไม่มีผู้ใดรับผิดชอบหรือดูแลทั้งระบบ
ความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต
ความเป็นมาของอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศ
-
อินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นโครงการของ ARPAnet (Advanced Research
Projects Agency Network) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัด กระทรวงกลาโหม
ของสหรัฐ (U.S.Department of Defense - DoD)
- ค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) ARPA ได้ถูกก่อตั้งและได้ถูกพัฒนาเรื่อยมา
- ค.ศ.1969 (พ.ศ.2512) ARPA ได้รับทุนสนันสนุน จากหลายฝ่าย ซึ่งหนึ่งในผู้สนับสนุนก็คือ Edward
Kenedy และเปลี่ยนชื่อจาก ARPA เป็น DARPA(Defense
Advanced Research Projects Agency) พร้อมเปลี่ยนแปลงนโยบายบางอย่าง
และในปีค.ศ.1969(พ.ศ.2512)นี้เองที่ได้ทดลองการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์คนละชนิด
จาก 4 แห่งเข้าหากันเป็นครั้งแรก คือ
มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
และมหาวิทยาลัยยูทาห์ เครือข่ายทดลองประสบความสำเร็จอย่างมาก ดังนั้นในปีค.ศ.1975(พ.ศ.2518) จึงได้เปลี่ยนจากเครือข่ายทดลอง
เป็นเครือข่ายที่ใช้งานจริง ซึ่ง DARPA ได้โอนหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง
ให้แก่ หน่วยการสื่อสารของกองทัพสหรัฐ (Defense Communications Agency - ปัจจุบันคือ Defense Informations Systems Agency) แต่ในปัจจุบัน
Internet มีคณะทำงานที่รับผิดชอบบริหารเครือข่ายโดยรวม เช่น ISOC
(Internet Society) ดูแลวัตถุประสงค์หลัก, IAB (Internet
Architecture Board) พิจารณาอนุมัติมาตรฐานใหม่ในInternet,
IETF (Internet Engineering Task Force) พัฒนามาตรฐานที่ใช้กับ Internet
ซึ่งเป็นการทำงานโดยอาสาสมัคร ทั้งสิ้น
- ค.ศ.1983 (พ.ศ.2526) DARPA ตัดสินใจนำ TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet
Protocal) มาใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ
ทำให้เป็นมาตรฐานของวิธีการติดต่อ ในระบบเครือข่าย Internet จนกระทั่งปัจจุบัน
จึงสังเกตุได้ว่า ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่จะต่อ internet ได้จะต้องเพิ่ม TCP/IP ลงไปเสมอ เพราะTCP/IP คือข้อกำหนดที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทั่วโลก ทุก platform คุยกันรู้เรื่อง และสื่อสารกันได้อย่างถูกต้อง
-
การกำหนดชื่อโดเมน (Domain Name System) มีขึ้นเมื่อ ค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) เพื่อ
สร้างฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distribution database) อยู่ในแต่ละเครือข่าย
และให้ ISP(Internet Service Provider) ช่วยจัดทำฐานข้อมูลของตนเอง
จึงไม่จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ เหมือนแต่ก่อน เช่น การเรียกเว็บ www.yonok.ac.th
จะไปที่ตรวจสอบว่ามีชื่อนี้ หรือไม่ ที่ www.thnic.co.th ซึ่งมีฐานข้อมูลของเว็บที่ลงท้ายด้วย th ทั้งหมด
เป็นต้น- DARPA ได้ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลระบบ internet
เรื่อยมาจนถึง
- ค.ศ.1980 (พ.ศ.2533) และให้
มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation - NSF) เข้ามาดูแลแทนร่วม กับอีกหลายหน่วยงาน
ความเป็นมาของอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย
-
พ.ศ. 2530
ประเทศไทยได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายเตอร์เน็ตครั้งแรก
โดยมีจุดประสงค์เพื่อเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นในออสเตรเลีย แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร
เนื่องจากการส่งข้อมูลล่าช้า
-
พ.ศ. 2535
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (Nectect) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมมือกันเช่าสายโทรศัพท์เพื่อต่อพ่วงคอมพิวเตอร์แต่ละสถาบันเข้าด้วยกัน
โดยเรียกเครือข่ายสมัยนั้นว่า "เครือข่ายไทยสาร"
-
พ.ศ. 2537 เครือข่ายไทยสารเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
และมีหน่วยงานต่างๆของราชการเข้ามาเชื่อมต่อในเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ
และต่อมาทางหน่วยงานเอกชนมีความต้องการใช้บริการมากขึ้น การสื่อสารแห่งประเทศไทย
จึงได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชนเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่บิษัทต่างๆ
หรือบุคคลทั่วไปที่สนใจ
โดยเรียกบริษัทเอกชนที่ให้บริการทางอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ว่า ISP
(Internet Service Provider)
ใน
ความเป็นจริง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ internet และไม่มีใครมีสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการกำหนดมาตรฐานใหม่ต่าง ๆ
ผู้ติดสินว่าสิ่งไหนดี มาตรฐานไหนจะได้รับการยอมรับ คือ ผู้ใช้
ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ที่ได้ทดลองใช้มาตรฐานเหล่านั้น
และจะใช้ต่อไปหรือไม่เท่านั้น ส่วนมาตรฐานเดิมที่เป็นพื้นฐานของระบบ เช่น TCP/IP
หรือ Domain name ก็จะต้องยึดตามนั้นต่อไป
เพราะ Internet เป็นระบบกระจายฐานข้อมูล
การจะเปลี่ยนแปลงระบบพื้นฐาน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ต
เราสามารถนำระบบเครือข่าย
Internet
มาประยุกต์ใช้กับการนิเทศการศึกษาได้หลากหลาย และ เกือบจะนับว่า Internet
มีความจำเป็นอย่างยิ่งในระบบการศึกษาปัจจุบัน และในอนาคต
ทั้งนี้จะเห็นได้จากสถาบันการศึกษาเกือบทุกสถาบัน ทั้งในระดับอุดมศึกษา มัธยมศึกษา
หรือแม้แต่ประถมศึกษา ได้มีการนำเทคโนโลยี Internet มาใช้ประกอบการเรียนการสอน
และนำมาเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้สำหรับครู-อาจารย์ มากขึ้นโดยลำดับ
บางสถาบัน ได้กำหนดให้มีการลงทะเบียนเรียน แจ้งผลการเรียน
หรือแม้กระทั่งเรียนผ่านทาง Internet แล้ว
ขณะนี้โรงเรียนในสังกัดกรมสามัญศึกษา ส่วนใหญ่สามารถที่จะเชื่อมต่อใช้งาน Internet ได้แล้วจากโครงการ SchoolNet และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้น การนิเทศการศึกษาจึงไม่ควรจำกัดเฉพาะการนิเทศโดยตรงเท่านั้น การ
นำเทคโนโลยี Internet มาประยุกต์ใช้กับการนิเทศการศึกษา
จึงเป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะทำให้การนิเทศการศึกษาขยายขอบข่ายได้กว้างขวางขึ้น
การนำเทคโนโลยี Internet มาประยุกต์ใช้ในการนิเทศ
อาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น
1.
การสร้าง Web page เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการนิเทศ
และข้อมูลเทคนิคเกี่ยวกับการเรียนการสอนต่าง ๆ
2.
การใช้ E-mail สำหรับตอบปัญหาในด้านการจัดการเรียนการสอนของครู-อาจารย์และนักเรียน
3. การใช้โปรแกรมที่สามารถติดต่อแบบ Real time เช่น ICQ ตอบปัญหาข้อข้องใจของครู-อาจารย์ และ
นักเรียน หรือใช้สำหรับประชุมทางไกล
4.
การสร้างชุดการสอน หรือ CAI บน Internet
ในรูปแบบของ Web page การสร้าง Web
page วิธีการนี้เหมาะสำหรับหน่วยงานหรือองค์กรที่ต้องการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
หรือเพื่อประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่ง ผู้ที่จะสร้าง Web pageได้จะต้องเป็นผู้มีความรู้ทางการเขียนโปรแกรม
ภาษา HTML (Hypertext Markup Languaqe) บ้างพอสมควร ปัจจุบัน
Web page ของไทยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามีอยู่มากมาย เช่น
Web site ของ โรงเรียนต่าง ๆ ในโครงการ SchoolNetWeb site ของกระทรวงศึกษาธิการ , กรมสามัญศึกษา , หน่วยศึกษานิเทศก์ Web site ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
หมายเหตุ Web page หมายถึง
หน้าเอกสารแต่ละหน้าที่แสดงผ่านทาง BrowserHome page หมายถึง
Web page หน้าแรกของเอกสารที่แสดงผ่านทาง BrowserWeb
site หมายถึง ข้อมูลทั้งหมดที่แสดงผ่านทาง Browser ซึ่งประกอบด้วย Home page และ Web page ทั้งหมด Web site เหล่านี้
ผู้สร้างสามารถกำหนดให้ผู้ใช้หรือผู้เยี่ยมชมสามารถสำเนาข้อมูล แฟ้มเอกสาร
หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ไปใช้งานได้ หรือกำหนดให้ส่ง E-mail ถึงเจ้าของหรือผู้ดูแลระบบได้ทันที ดังนั้น วิธีการนิเทศในรูปแบบของการใช้
Web page สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในกรณีที่ต้องการเผยแพร่เอกสารทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
หรือนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ได้ E-mail กับการนิเทศศึกษานิเทศก์
สามารถให้การนิเทศได้ทั้งทางตรง และทางอ้อม การนิเทศทางอ้อมที่ประหยัด รวดเร็ว
ไม่จำกัดช่วงเวลา ได้แก่การใช้ E-mail ในการติดต่อสื่อสาร
ซี่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่จะประยุกต์นำไปใช้ เพราะ E-mail ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเขียนจดหมายโต้ตอบกันเท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะส่งแฟ้มเอกสาร
แฟ้มรูปภาพ และแฟ้ม ข้อมูล ต่าง ๆ ได้อีกด้วย การใช้โปรแกรมที่ติดต่อกันแบบReal
time เช่น โปรแกรม ICQ เราสามารถใช้โปรแกรม ICQให้เป็นประโยชน์ต่อการนิเทศก์ ได้ในลักษณะเดียวกับ E-mail ครู-อาจารย์ หรือนักเรียนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน
สามารถที่จะพูดคุยโต้ตอบกันได้ทันที และสามารถสื่อสารพร้อมกันได้หลาย ๆ คน
ประโยชน์และโทษของอินเทอร์เน็ต
อิน
เทอร์เน็ตเป็นเครื่องเทคโนโลยีสื่อสารที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้แกผู้ใช้ บริการ
ในลักษณะของการสื่อสารที่ผ่านทางคอมพิวเตอร์ และช่องทางการสื่อสารชนิดต่างๆ ไม่ได้เป็นการสื่อสารจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่งโดยตรง
จึงทำให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษในการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต
1.ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต
1.สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นทั่วโลก
2.สามารถค้นหาข้อมูลต่างๆได้เสมือนกับเราไปนั่งอยู่ที่ห้องสมุดขนาดใหญ่ได้ข้อมูลมากมายจากทั่วทุกมุมโลก
3.เปรียบเสมือนเวที่ให้เข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ภายในห้องสนทนา(chat
room) และกระดานข่าว(Web room) เป็นการเปิดโลกกว้างและวิสัยทัศน์ในเรื่องที่น่าสนใจ
4.สามารถติดตามเคลื่อนไหวจากข่าวสารทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
5.สามารถเปิดการค้าได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องหาที่จัดตั้งร้านหรือพนักงานบริการ
แต่สามารถทำการค้าได้ด้วยตัวเองคนเดียว
6.สามารถ ซื้อสินค้า โดยไม่ต้องเดินทางไปยังร้านค้า
ซื้อผ่านทางเว็บไซต์ที่ให้บริการ การชำระเงินก็สะดวก
เช่น ชำระผ่านบัตรเครดิต การหักเงินผ่านบัญชีธนาคาร
7.สามารถรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์(E-mail) เป็นการส่งจดหมายที่ไม่ต้องเสียค่าบริการและรับส่งจดหมายได้ภายในและภายนอก
ประเทศ นอกจากจดหมายที่เป็นข้อความแล้ว ยังส่งบัตรอวยพรในเทศการต่างๆได้อีก
8.สามารถอ่านนิตยสาร หนังสือพิมพ์
บทความ และเรื่องราวต่างๆได้ฟรีเหมือนกับเราซื้อหนังสือฉบับนั้นมาอ่านเอง
9.สามารถติดประกาศข้อความต่างๆที่ต้องการประกาศให้ผู้อื่นทราบได้
เช่น ประกาศขายบ้าน ประกาศสมัครงาน ประกาศขอความช่วยเหลือ
10.มีของฟรีอีกมากมายที่สามารถใช้บริการได้จากอินเทอร์เน็ต
เช่น ภาพ เพลง
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ดูหนัง
เกม
2. โทษของอินเทอร์เน็ต
1.อิน เทอร์เน็ตเป็นเครืข่ายขนาดใหญ่ที่มีผู้คนมากมายเข้ามาใช้บริการ
เป็นเวทีเปิดกว้างและให้อิสระกับทุกคนที่เข้ามาเขียนข้อมูล
หรือติดประกาศต่างๆโดยปราศจากการกลั่นกรองที่ดี ทำให้ข้อมูลที่ได้รับไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นจริงหรือไม่
2.เกิดปัญญาหาของการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น
การดาวน์โหลดเพลง หรือรูปภาพมารวบรวมขาย
หรือเป็นปัญหาอย่างยิ่งคือ การตัดต่อภาพบุคคลที่มีชื่อเสียงให้กลายเป็นภาพแบบอนาจารหรือเสียหายได้
3.ก่อให้เกิดปัญหาด้านอาชญากรรม เพราะการเล่นอินเทอร์เน็ต
เช่น การล่อล่วงหญิงไปในทางที่ไม่ดี
การก่อคดีข่มขืน เนื่องจากเว็บไซต์โป๊
4.ก่อให้เกิดปัญหาการหมกหมุ่นของเยาวชนที่เข้าไปในเว็บไซต์
จนทำให้เกิดโรคติดต่อทางอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดอันตรายต่อตนเองเเละสังคมได้
โรคติดต่อทางอินเทอร์เน็ต
เป็นอาการทางจิตประเภทหนึ่ง นักจิตวิทยาชื่อ
Kimberly S.Young ได้วิเคราะห์ไว้ว่า
บุคคลใดมีอาการต่อไปนี้ อย่างน้อย
4 ประการ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า
1 ปี แสดงว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต
·
รู้สึกหมกหมุ่นกับอินเทอร์เน็ต แม้ในเวลาไม่เข้าอินเทอร์เน็ต
·
มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้นอยู่เรื่อยๆ
·
ไม่สามารถควบคุ้มการใช้อินเทอร์เน็ตได้
·
รู้สึกหงุดหงิดเทื่อใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลง
·
คิดว่าเมือใช้อินเทอร์เน็ตเเล้วทำให้ตัวเองรู้สึกดี
·
ใช้อินเทอร์เน็ตในการหลีกเลี่ยงปัญหา
·
หลอกคนใช้ในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ต
·
มีอาการผิดปกติเมื่อเลิกใช้อินเทอร์เน็ต เช่น หดหู่ กระวนกระวาย
·
อาการ ดังกล่าวมี่มากกว่า 4 ประการในช่วง
1 ปี จะถือว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีผลเสียต่อระบบร่างกาย ทั้งการกิน
การขับถ่าย และกระทบต่อการเรียน
สภาพสังคมอีกด้วย
มารยาทในการใช้อินเทอร์เน็ต เรียกว่าบัญญัติ
10 ประการ
·
ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์หรือละเมิดทำร้ายผู้อื่น
·
ต้องไม่รบกวนการทำงานของผู้อื่น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น