เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557
เครือข่ายใยแมงมุม
บทที่
5
เครือข่ายใยแมงมุม
(World
wide Web หรือ W3 หรือ WWW) เรียกสั้น ๆ ว่า เว็บ (Web) เป็นรูปแบบหนึ่งของระบบ
การเชื่อมโยงเครือข่ายข่าวสาร ใช้ในการค้นหาข้อมูลข่าวสารบนอินเทอร์เน็ต มีการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหนึ่งไปยังอีกแหล่งข้อมูลที่อยู่ห่างไกล
เพื่อให้มีความง่ายต่อการใช้งานมากที่สุด
WWW
จะแสดงผล ในรูปแบบของเอกสารที่ เรียกว่า ไฮเปอร์เท็กซ์ (Hypertext
) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่รวบรวมข่าวสาร
ข้อมูลที่อยู่กระจัดกระจาย ไปในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ให้สามารถนำมาใช้งานได้
เสมือนอยู่ในที่เดียวกัน คล้ายกับเส้นใยแมงมุม ที่ถักทอเส้นสาย
เชื่อมโยงแหล่งข้อมูลกันไปมาการให้บริการของอินเทอร์เน็ต แบบ WWW เป็นระบบงาน ที่ทรงพลังมากในยุคปัจจุบัน ทำให้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกอย่างแท้จริง
เนื่องจากสามารถให้บริการข้อมูลได้ทั้งในแบบข้อความ เสียง ภาพนิ่ง
และภาพเคลื่อนไหว ทำให้ข้อมูลที่นำมาแสดง มีความน่าสนใจขึ้น การค้นหาข้อมูลแบบ WWW
จะมีการเชื่อมโยงข้อมูล ตามเส้นทาง ที่กำหนดไว้ เรียกว่า LINKS การเข้าไปใช้งานใน อินเทอร์เน็ตแบบ WWW ทำให้เรามีความรู้สึก
เสมือนได้เดินทางท่องเที่ยว ไปยังที่ต่าง ๆ
เราเรียกดินแดนที่มองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์เข้าไป ว่า "ไซเบอร์สเปซ" (Cyberspace)เครือข่ายใยแมงมุมเครือข่ายใยแมงมุม หรือ WWW (World Wide Web) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "เว็บ" เวิลด์ ไวด์ เว็บ
เป็นบริการหนึ่งที่อยู่บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การพัฒนาของเครือข่ายใยแมงมุม
ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีด้านมัลติมีเดียทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทวีความมหัศจรรย์ให้กับการศึกษาในโลกไร้พรมแดน
และกลายเป็นแหล่งทรัพยากรของกระบวนการเรียนการสอนที่สนองต่อกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดียิ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้มีผู้สนใจใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่มากนัก
เนื่องจากการใช้บริการ อินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข่าวสารข้อมูล
การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การสำเนา แฟ้มข้อมูล ฯลฯ จะอยู่ในรูปแบบของตัวอักษร(Text
Mode)เท่านั้น ไม่มีการแสดงที่เป็นรูปภาพ เสียง ภาพยนตร์
และไม่มีอักษรแบบต่าง ๆ ปรากฎให้เห็นแต่อย่างใด
นอกจากนี้ผู้ใช้จะต้องเรียนรู้การใช้คำสั่งคอมพิวเตอร์มากมาย เช่น
ต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์ (UNIX) เนื่องจากเมื่อจะมีการเรียกใช้งานอินเทอร์เน็ต
เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ จะอยู่ภายใต้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์
ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์
เพื่อทำการป้อนคำสั่งที่เป็นตัวอักษรด้วยตัวเอง จนกระทั่งมีบริการที่เรียกว่า World
Wide Web (WWW) หรือ
เครือข่ายใยแมงมุมเกิดขึ้นทำให้ความนิยมการใช้อินเทอร์เน็ตสูงขึ้น เนื่องจาก WWW
เป็นบริการหนึ่งที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ที่ใช้งานได้ง่าย
สะดวกผู้ใช้ไม่ต้องจำคำสั่งของยูนิกซ์อีกต่อไป
การอ่านและค้นหาข้อมูลสามารถกระทำได้เพียงแต่กดปุ่มเมาส์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
การที่จะใช้บริการ WWW ได้นั้นจำเป็นจะต้อง
มีส่วนประกอบ 2 ส่วน ดังนี้
1. แหล่งข้อมูล หรือเว็บไซต์ (Web
Site)
2. โปรแกรมเว็บบราวเซอร์
(Web Browser)
แหล่งข้อมูล
หรือ เว็บไซต์
คือระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นแหล่งเก็บเว็บเพจ
ที่ผู้ใช้บริการสามารถเรียกดูเว็บเพจที่ เก็บอยู่ใน
เว็บไซต์นั้นได้
ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บไซต์อาจจะใช้ระบบปฏิบัติ เว็บเพจเป็นเอกสารแบบไฮเปอร์เท็ก
(Hypertext
document) เก็บอยู่ที่เว็บไซต์ต่าง ๆวินโดวส์เอนที (Windows
NT) ก็ได้ ผู้เป็นเจ้าขอเว็บไซต์จะจัดสร้างเว็บเพจ
ของตนเก็บไว้ที่เว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้คนอื่นทั่วโลก
สามารถเข้ามาดูเว็บเพจที่เก็บไว้ในเว็บไซต์นั้นได้ เช่นเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์จะเก็บอยู่ที่เว็บไซต์
http://ww.swu.ac.th เขียนด้วยภาษา HTML
(Hypertext Markup Language)โดยมีนามสกุลเป็น htm หรือ htmlโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)
เป็นโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ ในการเข้าสู่ WWW และเปิดดูเว็บเพจ
ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลนั้นขึ้นมาแสดง ได้โดยใช้โปรแกรม ประเภท Web
Browser เช่น Netscape หรือ Internet
Explorer การเข้าถึงเว็บเพจใดๆ
นั้นผู้ใช้จะต้องทราบตำแหน่งที่อยู่ของเพจนั้น ๆ บนเว็บเสียก่อนตำแหน่งที่อยู่
เหล่านี้ เรียกว่า URL (Uniform Resource Locators) ตัวอย่างของ
URL ได้แก่
http://www.swu.ac.th
URL ที่เป็นโฮมเพจของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์
http://www.tv5.co.th
URL ที่เป็นโฮมเพจของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก
ช่อง5
http://www.nectec.or.th
URL ที่เป็นโฮมเพจของ NECTEC
http://www.yahoo.com
URL ที่เป็นโฮมเพจของ Yahoo
http://www.srithai.com
URL ที่เป็นโฮมเพจของ Srithai
http://www.geocities.com/TheTropics/Paradise/2703
URL โฮมเพจฟรีของ Geocities
หมายเลขประจำเครื่อง
(IP
Address)
IP
Address : หมายเลขประจำเครื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่อยู่ในระบบอินเตอร์เน็ต
จะต้องมีหมายเลขประจำเครื่องที่ไม่ซ้ำกันเลย เรียกว่า IP Address หรือ Internet Address เพื่อใช้เป็นตัวชี้เฉพาะในระบบเมื่อมีการติดต่อสื่อสารภาษาสื่อสารจะใช้ภาษา
TCP/IP จะให้หมายเลข IP Address ของเครื่องต้นทางและปลายทางนี้ในการกำกับข้อมูลที่ส่งผ่านไปในระบบเพื่อให้สามารถส่งผ่านไปยังที่หมายได้อย่างถูกต้อง
ดังนั้นถ้าเปรียบเครื่องแต่ละเครื่องเป็นบ้านแต่ละหลัง IP Address ก็คือบ้านเลขที่ของบ้านแต่ละหลังนั่นเอง
IP
Address จะประกอบด้วยข้อมูลจำนวน 32 บิต
โดยแยกออกเป็น 4 ส่วน ๆ ละ 8 บิต
โดยแต่ละส่วนจะขั้นด้วยเครื่องหมายจุด เช่น 208.48.176.11
เป็น IP Address ของเครื่องเครื่องหนึ่งนั่นเอง
ชื่อและหมายเลขประจำเครื่องในเครือข่าย
IP Address คือ หมาย เลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์
ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด มีเครื่องหมายจุดขั้นระหว่างชุด
เช่น 192.168.100.1 หรือ 172.16.10.1
เป็นต้น กำหนดให้ IP address (เป็นหมายเลข 3 หลัก 4 กลุ่ม)
มีทั้งหมด 32 bit หรือ 4 byte แต่ล่ะ byte
จะถูกคั่นด้วยจุด (.) ระบบหมายเลขประจำเครื่องมีข้อบกพร่อง คือ
จำยากและไม่ได้สื่อความหมายให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้ทราบ ดังนั้น
จึงมีการใช้ระบบชื่อของเครื่อง (Domain Name System : DNS) ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนหมายเลข
IP Address มาเป็นชื่อที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจกัน เช่น
Moe.go.th / udru.ac.th / microsoft.com Domain
Name System : DNS การเชื่อมต่อสื่อสารระหว่าง
คอมพิวเตอร์ในระบบ internet นั้นใช้มาตรฐาน TCP/ IP ที่เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นต้องมีหมายเลข IP Address ไม่ซ้ำกัน
ซึ่งใช้ เวลาติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
โดยจะอ้างถึงหมายเลขประจำตัวเครื่องปลายทางที่เราติดต่อได้ทันที โดยปกติเครื่อง Web
Server จะมี IP Address ทั้งนี้เกิดปัญหาในการจำ
เพราะว่า IP Address มีตัวเลขถึง 12
ตัว จากจุดนี้เลยได้มีการคิดที่จะแปลง IP Address ให้เป็นชื่อที่จำได้ง่าย
Domain Name System จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อใช้ชื่อแทนที่หมายเลข
IP ฉะนั้น DNS คือระบบการแปลงค่าระหว่าง
IP Address และชื่อเครื่อง(Host) เช่น IP
Address "172.5.0.1" เรียกเป็น "http://fws.cc/linkout.php?http://www.udru.ac.th"
(เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี) การกำหนดชื่อใน DNS จะเรียงลำดับความสำคัญจากขวาไปซ้าย
โดยมีจุดคั่น เช่น Udru.ac.th จะอ่านได้ว่า th มาจากประเทศไทย, ac หน่วยงานการศึกษา, udru ชื่อหน่วยงานในที่นี้คือ มรภ.อุดรธานี
รูปแบบชื่อโดเมน
มี 3 รูปแบบใหญ่ ๆ
1. โดเมนขั้นสูงสุด - Top Level
Domain ชื่อทางด้านขวาสุดแบ่งย่อยเป็น 2
รูปแบบ คือ
- รูปแบบโดเมนขั้นสูงสุดแบบสากล
(General Internet DNS Top Level Domains : gTLDs) เป็นรูปแบบมาตรฐานที่ใช้กันโดยเฉพาะในอเมริกาซึ่งลงท้ายด้วย
.com .net .org .biz .info เป็นต้น
- รูปแบบโดเมนขั้นสูงสุดแต่ละประเทศ(Country
Code top Level Domains : ccTLDs) บ่งบอกถึงประเทศเจ้าของโดเมนหรือที่ตั้งโดเมนมักใช้กับประเทศอื่นยกเว้นอเมริกา
เช่น .th ประเทศไทย, .jp ประเทศญี่ปุ่น,
.uk ประเทศอังกฤษ เป็นต้น
.au
= Australia .
sg
= Singapore
.th
= Thailand
.tw
= Taiwan
.uk
= United Kingdom
.jp
= Japan
2. โดเมนขั้นที่สอง - Second
Level Domain เป็นชื่อถัดมาลำดับที่ 2
จะเป็นลักษณะการดำเนินงานขององค์กร แบ่งเป็น 2 ส่วน
- ลักษณะการดำเนินงานขององค์กรในประเทศไทย
เช่น
.co
= Commercial หน่วยงานทางธุรกิจ บริษัท ห้างร้าน
.ac
= Academic หน่วยงานสถาบันทางการศึกษา เช่น โรงเรียน วิทยาลัย
มหาวิทยาลัย
.go
= Government หน่วยงานของรัฐบาล เช่น กระทรวง ทบวง กรม
.or
= Organization หน่วยงานหรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร
.mi
= Military หน่วยงานด้านความมั่นคง (ทหาร)
.net
= Network หน่วยงานที่ให้บริการทางด้านเครือข่ายสื่อสาร
.in
= Individual เว็บไซต์ส่วนบุคคล
- ลักษณะการดำเนินงานขององค์กร
ยกเว้นประเทศไทย เช่น
.com
= Commercial หน่วยงานทางธุรกิจ บริษัท ห้างร้าน
.edu
= Education หน่วยงานสถาบันทางการศึกษา เช่น โรงเรียน วิทยาลัย
มหาวิทยาลัย
.gov
= Government หน่วยงานของรัฐบาล เช่น กระทรวง ทบวง กรม
.org
= Organization หน่วยงานหรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร
.mil
= Military หน่วยงานด้านความมั่นคง (ทหาร)
.net
= Network หน่วยงานที่ให้บริการทางด้านเครือข่ายสื่อสาร
3. โดเมนขั้นที่สาม - Third
Level Domain เป็นลำดับที่ 3 นับจากด้านขวามือ
เป็นชื่อที่สื่อความหมายให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถจดจำได้เช่น
udru
= มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
Microsoft
= บริษัทไมโครซอฟต์
moe
= กระทรวงศึกษาธิการ
โดเมนเนม(domain
name)
โดเมนเนม
ความหมายโดยทั่วๆ ไป หมายถึง ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก
ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่าย
ทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป
ยังรวมไปถึงผู้ดูแลระบบโดเมนเนมซีสเทม
ที่สามารถแก้ไขไอพีแอดเดรสของชื่อโดเมนเนมนั้นๆ ได้ทันที
โดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์
จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร
โดนเมนเนม
มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com
เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ
ประเภทของ
Domain
Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1. โดเมน 2 ระดับ ชื่อโดเมน .
ประเภทของโดเมน
2. โดเมน 3 ระดับ ชื่อโดเมน .
ประเภทของโดเมน . ประเทศ
โดนเมนเนม
2 ระดับ
จะประกอบด้วย
www
. ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน เช่น www.b2ccreation.com
ประเภทของโดเมน
คือ คำย่อขององค์กร โดยประเภทขององค์กรที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้
* .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
* .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
* .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย
* .edu คือ สถาบันการศึกษา
* .gov คือ องค์กรของรัฐบาล
* .mil คือ องค์กรทางทหาร
โดนเมนเนม 3 ระดับ
จะประกอบด้วย
www
. ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ เช่น www.kmitnb.ac.th,
www.nectec.or.th, www.google.co.th
ประเภทขององค์กรที่พบบ่อยคือ
* .co คือ บริษัท หรือ
องค์กรพาณิชย์
* .ac คือ สถาบันการศึกษา
* .go คือ องค์กรของรัฐบาล
* .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
* .or คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร
b * .th คือ ประเทศไทย
* .cn คือ ประเทศจีน
* .uk คือ ประเทศอังกฤษ
* .jp คือ ประเทศญี่ปุ่น
* .au คือ ประเทศออสเตรเลีย
โดนเมนเนม
ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ
โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ท ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง
ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม
หรือ เว็บไซต์นั้นๆ
จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่ายไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดมเนมเท่านั้นยังรวมไปถึง
Search Engine ชื่อดังต่างๆ เช่น Google Yahoo MSN เป็นต้น ที่จะเข้ามาแวะเวียนเข้ามาทำ index กับเว็บเพจหน้าต่างๆ
ในเว็บไซต์ของเรา
รหัสสืบค้นแหล่งข้อมูล
โปรแกรมสืบค้นหา ในการสืบค้นข้อมูลนั้นจำเป็นจะต้องมีโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหาแฟ้มข้อมูล
ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ได้แก่
1. โปรแกรมอาร์คี (Archie) เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหาแฟ้มข้อมูลที่เราทราบชื่อ
แต่ไม่ทราบตำแหน่ง ที่อยู่ของแฟ้มข้อมูล ว่าอยู่ในเครื่องบริการใดๆ
ในอินเตอร์เน็ต โดยโปรแกรมอาร์คีนั้นจะสร้างบัตรรายการแฟ้มไว้ใน ฐานข้อมูล
ซึ่งหากเราต้องการค้นหาตำแหน่งของแฟ้มข้อมูลก็เปิดโปรแกรมอาร์คีนี้ขึ้นมาล้วให้พิมพ์ชื่อแฟ้มข้อมูล
ที่ต้องการลงไป โดยโปรแกรมอาร์คีจะตรวจค้นฐานข้อมูลให้ปรากฏชื่อแฟ้ม และ
รายชื่อเครื่องบริการที่เก็บแฟ้มนั้นขึ้นมา
ซึ่งหลังจากทราบชื่อเครื่องบริการแล้วเราก็จะสามารถใช้ FTP ถ่ายโอนเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของเราไ้้ด้
2. โปรแกรมโกเฟอร์ (Gopher)
เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูล ซึ่งใช้บริการด้วยระบบเมนูโปรแกรมโกเฟอร์
เป็นโปรแกรม ที่มีรายการเลือก เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานในการค้นหาข้อมูล
การใช้งาน
โปรแกรมนี้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบ รายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่
เชื่อมโยงอยู่กับอินเตอร์เน็ตใดๆ เลย
เราแค่เพียงเลือกรายการที่ต้องการในรายการเลือก และกดปุ่ม <Enter>
ซึ่งเมื่อมีข้อมูลแสดงขึ้นมาแล้ว เราก็สามารถอ่านข้อมูลนั้น
และบันทึกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
3. โปรแกรม Veronica
เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลที่ได้รับการพัฒนามาจากโปรแกรมโกเฟอร์
โดยการค้นหาข้อมูล จะทำได้โดยไม่ต้องผ่านระบบเมนู
เพียงแค่พิมพ์คำสำคัญ หรือ ให้ระบบได้ทำการค้นหาข้อมูล
ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword
4. โปรแกรมเวส (Wide Area
Information Server-WAIS) เป็นโปรแกรมที่เป็น
เครื่องมือในการสืบค้นข้อมูล
โดยทำการค้นหาจากเนื้อหาของข้อมูล ซึ่งการใช้งานต้องระบุ
ุชื่อเรื่อง
หรือชื่อของคำหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของข้อมูล ที่ต้องการ
ซึ่งโปรแกรมเวสจะช่วยค้นหาไปยังแหล่งข้อมูลที่เชื่อมต่ออยู่ภายในอินเตอร์เน็ต
5. โปรแกรม Search Engines เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน
โดยให้พิมพ์คำ หรือข้อความที่เป็น Keyword จากนั้นโปรแกรม
Search
Engines
จะแสดงรายชื่อของแหล่งข้อมูลต่างๆ
ที่ี่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้เราได้เลือกคลิกที่รายชื่อของแหล่งข้อมูลนั้น
เพื่อเลือกข้อมูลที่ต้องการได้
ซึ่งการจัดการแหล่งข้อมูลเหล่านั้นโปรแกรม Search Engines จะจัดไว้เป็นเมนู โดยเริ่มจากข้อมูลในหมวดใหญ่ๆ
ไปจนถึงข้อมูลในหมวดย่อยๆ
การเชื่อมโยงข้อมูล
(link)
จากการที่อินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางอยู่ทั่วโลกนั่น
เป็นผลมาจากความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล (link) จากข้อมูลหนึ่งไปยังอีกข้อมูลหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
โดยสามารถเชื่อมโยงข้อความได้ทั้งจากภายในแฟ้มเอกสารข้อมูลของภายใน
และแฟ้มเอกสารข้อมูลภายนอกความที่ใช้เป็นตัวเชื่อมโยงข้อมูลนั้น
จะมีตัวอักษรเป็นสีน้ำเงิน (หรือสีอื่นตามแต่ที่ผู้สร้างกำหนดขึ้นมา) เมื่อเลื่อนเมาส์ไปชี้ที่ข้อความซึ่งมีการเชื่อมโยง
รูปแบบของตัวชี้จะเปลี่ยนจาก สัญลักษณ์ลูกศรไปเป็นรูปมือแทนประเภทของการเชื่อมโยง
ใน HTML แบ่งการเชื่อมโยงออกเป็น 2
ประเภท ดังนี้การเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์การเชื่อมโยงนอกเว็บไซต์
ข้อความ
หรือรูปภาพคำสั่งที่ใช้เชื่อมคือ <a href=" ชื่อไฟล์ หรือ URL" >ข้อความหรือรูปภาพที่จุด
Link</a> Attribute ที่ใช้ร่วมกับการสร้าง Link
ซึ่งจะต้องนำมาวางต่อจากคำสั่งสร้าง link และใช้คำสั่ง
target= คุณสมบัติด้านล่าง เช่น <a
href=" ชื่อไฟล์" target=_blank>ข้อความหรือรูปภาพที่จุด
Link</a> _blank = เปิดหน้าเอกสารใหม่โดยที่หน้าเดิมยังคงอยู่
_self = เปิดหน้าใหม่โดยที่หน้าเดิมเปลี่ยนไปบางส่วน
หากว่าใช้กับ เฟรม
_parent = เปิดหน้าใหม่โดยที่หน้าเดิมเปลี่ยนไป
_top
= เปิด file ที่หน้าเดิมโดยจะไปด้านบนสุดของหน้าเว็บเพจ
เขียนโดย
thidalak
thorat ที่ 03:17
ทำซ้ำขั้นตอนที่
6 ถึง 8 จนกว่าคุณกำหนดว่า add-on ตัวใด
ทำให้เกิดข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
Internet
Explorer 8
เปิด
Internet
Explorer 8
คลิก
เครื่องมือแล้ว คลิก จัดการ Add-on.
บนเครื่อง
แสดง เมนูแบบหล่นลง เลือก Add-on ทั้งหมด
เมื่อต้องการแสดง add-on ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้บนคอมพิวเตอร์
สำหรับแต่ละสินค้าในรายการนี้
เลือก add-on
และคลิ กปิดการใช้งาน ในหน้าต่างรายละเอียด
เมื่อคุณได้ปิดใช้งานรายการทั้งหมดในรายการนี้
คลิก ตกลง.
จบการทำงาน
และเริ่ม Internet Explorer ใหม่
ถ้าปัญหาไม่เกิด
ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3
คลิกเปิดการใช้งาน
สำหรับ add-on
ตัวเดียว
ทำซ้ำขั้นตอนที่
6 ถึง 8 จนกว่าคุณกำหนดว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
หลังจากที่คุณได้ใช้กระบวนการนี้เพื่อกำหนดว่า
add-on
ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาด คุณสามารถปิดใช้งาน add-on นั้น หรือ คุณสามารถถอนการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งโปรแกรม add-on
เรายังแนะนำให้ คุณติดต่อผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ที่ให้ add-on สำหรับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและการสนับสนุนเพิ่มเติม
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม
add-on
ของ Internet Explorer ให้ดู
บทความต่อไปนี้ในวิธีใช้ของ Windows:
โปรแกรม
add-on
ของ Internet Explorer: คำถามที่ถามบ่อย (http://windowshelp.microsoft.com/Windows/en-US/Help/e85a03aa-c7c6-428e-9891-67ea76df9b7e1033.mspx)
กลับไปด้านบน
วิธีที่
4: การตั้งค่าการตั้งค่า Internet Explorer
เมื่อต้องการตรวจสอบว่า
ปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือข้อผิดพลาด สาเหตุมาจากการตั้งค่าการตั้งค่าคอนฟิก
การตั้งค่า Internet Explorer เป็นค่าเริ่มต้น
การกำหนดค่า ซึ่งไม่อยู่ในสถานะเมื่อมีการติดตั้ง Windows Vista ไว้ตั้งแต่ต้นว่า
เมื่อต้องการให้เราในการรีเซ็ตการตั้งค่า
Internet
Explorer ให้คุณ ไป "การตั้งค่า Internet Explorer ให้ฉัน"ส่วน เมื่อต้องการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ ด้วยตัวคุณเอง ไป "ให้ฉันตั้งค่าใหม่ของ Internet
Explorer เอง"ส่วนการตั้งค่า Internet Explorer ให้ฉันเมื่อต้องการตั้งค่าการตั้งค่าโดยอัตโนมัติ คลิก Internet
Explorerการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ปุ่มหรือการเชื่อมโยง
คลิกเรียกใช้ ในการ การดาวน์โหลดแฟ้ม โต้ตอบกล่อง และทำตามขั้นตอนในการแก้ไขอัตโนมัตินั้นตัวช่วยสร้าง
การใช้งานเมนูในเว็บบราวเซอร์
บทที่
4
เมนูคำสั่งต่างๆ
ในโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ ประกอบไปด้วย
เมนูคำสั่ง
File
ประกอบไปด้วยคำสั่งต่างๆ ดังนี้
-
New
คือ เปิดหน้าต่างของโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ใหม่
-
Open
คือ เปิดเว็บเพจ จาก URL หรือ จากไฟล์ภาษา HTML
-
Save
คือ บันทึกเว็บเพจ
-
Save
as คือ บันทึกเว็บเพจโดยตั้งชื่อใหม่
-
Page
Set Up คือ ตั้งค่าหน้ากระดาษก่อนพิมพ์
-
Print
คือ พิมพ์เว็บออกทางเครื่อง Printer
-
Send
คือ ส่งข้อมูลเว็บเพจไปทาง E – mail หรือ
การเก็บไว้ใน Desktop
-
Import
and Export คือ นำเข้าและส่งออกข้อมูล
-
Properties
คือ เรียกดูคุณสมบัติของแฟ้มข้อมูล
-
Work
offline คือ สถานการณ์ทำงานของโปรแกรม
-
Close
คือ การปิดโปรแกรม
เมนูคำสั่ง
Edit
ประกอบไปด้วยคำสั่งต่างๆ ดังนี้
-
Cut
คือ ตัดข้อความหรือภาพในคลิปบอร์ด
-
Copy
คือ การคัดลอกข้อความหรือภาพในคลิปบอร์ด
-
Paste
คือ วางข้อความหรือรูปภาพที่เก็บไว้ในคลิปบอร์ด
-
Select
All คือ เลือกข้อความทั้งหมด
-
Find
คือ ค้นหาข้อความ
เมนูคำสั่ง
View
ประกอบไปด้วยคำสั่งต่างๆ ดังนี้
-
Tool
Bar คือ กำหนดคุณสมบัติต่างๆของแถบเครื่องมือ
-
Status
Bar คือ การซ่อน/แสดง แถบสถานะ
-
Explorer
Bar คือ ซ่อน/แสดง แถบสถานะ Explorer Bar
-
Go
To คือ เคลื่อนย้ายไปยังเว็บเพจหน้าอื่นๆ
-
Stop
คือ หยุดการโหลดข้อมูล
-
Refresh
คือ โหลดเว็บเพจอีกครั้ง
-
Text
Size คือ กำหนดขนาดของตัวอักษร
-
Encoding
คือ กำหนดรหัสภาษา
-
Source
คือ เรียกดูคำสั่งภาษา HTML
-
Full
Screen คือ ดูข้อมูลเว็บเพจแบบเต็มจอ
เมนูคำสั่ง
Favorites
ประกอบไปด้วยคำสั่งต่างๆ ดังนี้
-
Add
to Favorites คือ เพิ่มรายชื่อเว็บเพจที่กำลังเปิดอยู่ลงใน Favorites
-
Organize
Favorites คือ จัดการกับรายชื่อเว็บเพจใน Favorites
-
Links
คือ เก็บโฟลเดอร์ต่างๆที่เก็บรายชื่อเว็บเพจ
เมนูคำสั่ง
Tools
ประกอบไปด้วยคำสั่งต่างๆ ดังนี้
-
Mail
and News คือ ใช้งานโปรแกรม Outlook Express
-
Synchronize
คือ ปรับปรุงข้อมูลเว็บเพจที่เป็นปัจจุบัน
-
Windows
Update คือ เรียกเครื่องมือในการปรับปรุง Windows
-
MSN
Messenger Service คือ เรียกใช้งานโปรแกรม MSN Messenger
Service
-
Show
Related Link คือ ซ่อน/แสดงการเชื่อมโยง
-
Internet
Options คือ ปรับคุณสมบัติการใช้งานของโปรแกรม
เมนูคำสั่ง
Help
ประกอบไปด้วยคำสั่งต่างๆ ดังนี้
-
Contents
and Index คือ เรียกใช้สารบัญและดัชนีการช่วยเหลือ
-
Tip
Of the Day คือ ข้อเสนอแนะประจำวัน
-
For
Netscape User คือ ข้อเสนอแนะสำหรับการใช้โปรแกรม Netscape
-
Online
Support คือ ติดต่อฝ่ายเทคนิคในการใช้โปรแกรม
-
Send
Feedback คือ ส่งข้อความแสดงความคิดเห็น
-
About
Internet Explorer คือ แสดงข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรม
การใช้งานโปรแกรม
Internet
Explorer
Internet
Explorer(IE)
สำหรับโปรแกรม
Internet
Explorer จะมีพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ซึ่งเมื่อได้ทำการติดตั้งระบบ Microsoft Windows เสร็จเรียบร้อยจะเห็นไอคอน
(IE) บน Desktop
ส่วนประกอบของ
IETitle
: แสดงชื่อเว็บที่กำลังใช้งานอยู่ในขณะนั้น
Manu
Bar : แสดงเมนูคำสั่งต่าง ๆ สำหรับควบคุมโปรแกรม เช่น การ Save
, Copy File , Print File รวมถึงการปรับตั้งค่าต่าง ๆ
Toolbar
: ประกอบไปด้วยปุ่มสำคัญต่าง ๆ โดยปุ่มต่าง ๆ
เหล่านี้ใช้แทนคำสั่งที่ใช้บ่อย ๆ ทำให้เราไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปในเมนู
เพียงแต่คลิกที่ปุ่มเหล่านั้นแทนและเราสามารถเพิ่มหรือลบปุ่มได้
Address
: ส่วนนี้ให้กรอกชื่อ Address หรือ URL
ของเว็บไซต์ที่เราต้องการจะติดต่อ เช่น http:\\www.paktho.ac.th
, http:\\trirong.paktho.ac.th
Status
Bar : ส่วนนี้แสดงสถานะการทำงานได้แก่ URL ที่กำลังใช้งานอยู่หรือคำอธิบายการทำงาน
เป็นต้น
หลักการใช้งาน
Internet
Explorer สำหรับท่องเน็ตเบื้องต้น
เมนู
ปุ่ม และคำสั่งในเบื้องต้น
หน้าที่ของปุ่มต่าง
ๆ
ปุ่ม
Back
ใช้สำหรับย้อนกลับไปหน้าที่ผ่านมาแล้ว
ปุ่ม Forward ใช้สำหรับเปลี่ยนไปหน้าต่อไป
(หลังจากที่ย้อนกลับมา)
ปุ่ม Stop ใช้สำหรับหยุดการโหลดข้อมูลในหน้าเว็บเพจนั้น
ปุ่ม Refresh ใช้สำหรับการเรียกโหลดข้อมูลหน้าเว็บเพจใหม่อีกครั้ง
ปุ่ม Home ใช้สำหรับกลับไปหน้าแรกที่ตั้งไว้
ปุ่ม Search ใช้สำหรับค้นหาเว็บไซต์
ปุ่ม Favorites ใช้สำหรับเลือกเว็บไซต์จาก Favorites
หรือ Book Mark
ปุ่ม History ใช้สำหรับการย้อนกลับไปดูเว็บไซต์ที่เคยเข้าไปดูมาแล้ว
ปุ่ม Mail ใช้สำหรับการ รับ-ส่ง อีเมล์
ปุ่ม Print ใช้สำหรับการพิมพ์หน้าเว็บออกเครื่องพิมพ์
ปุ่ม Edit ใช้สำหรับการแก้ไขหน้าเว็บเพจนั้น ๆ
การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น
การไปยัง
Web
site ที่ต้องการ พิมพ์ชื่อ web site ลงไปในช่อง
Address การบันทึกเอกสารที่ต้องการ
เมื่อต้องการบันทึกเอกสารที่อ่านอยู่
สามารถทำได้โดยการไปที่ File > Save As จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกว่าจะบันทึกแฟ้มข้อมูลไว้ที่ใดในเครื่องคอมพิวเตอร์
การบันทึกรูปภาพที่ต้องการ
เมื่อต้องการบันทึกรูปภาพ
สามารถทำได้โดยการคลิกเมาส์ขวาที่รูปภาพ แล้วเลือก Save Picture
As จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกว่าจะบันทึกแฟ้มข้อมูลไว้ที่ใดในเครื่องคอมพิวเตอร์
การทำ
Favorites
คือการเก็บ Web Site ที่สนใจไว้
ครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องพิมพ์ชื่อสามารถกำหนด Web Site ที่สนใจเป็น
favorites ของได้ โดยเมื่ออยู่ที่ Web Site นั้นๆ ให้เลือกที่ Favorites > Add to Favorites โปรแกรมจะทำการเพิ่มลงไปให้โดยอัตโนมัติ
และคราวต่อไปสามารถเลือกที่ Favorites ได้โดยตรง
การใช้งาน
Favorites
เมื่อต้องการไปที่ web site ที่ได้ทำ Favorites
ไว้แล้ว สามารถทำได้โดยการกดที่ปุ่ม Favorites ซึ่งจะมีการแสดงรายชื่อ web site ปรากฏขึ้นให้เลือก
การย้อนกลับ
–
ไปหน้าเอกสารถัดไป
ทำได้โดยการกดปุ่ม Back เพื่อย้อนกลับไปยังเอกสารก่อนหน้า
และสามารถกด Next เพื่อไปยังเอกสารหน้าต่อไปได้
การให้แสดงเอกสารใหม่
กดปุ่ม Refresh เพื่อให้ load เอกสารหน้านั้นใหม่อีกครั้ง
หยุดการแสดงเอกสาร
เมื่อต้องการหยุดการแสดงเอกสารในหน้าปัจจุบันที่กำลังทำการ load อยู่ ให้กดปุ่ม Stop โปรแกรมจะหยุดทำการ load
เอกสารโดยทันที และจะแสดงข้อมูลบางส่วนของเอกสารเท่าที่ได้ load
มาแล้วออกมา
กลับไป
Home
กดปุ่ม
Home
เพื่อกลับไปแสดงเอกสารหน้าแรกสุด (Web site แรกทีเจอเมื่อเรียกโปรแกรมทำงาน)
แสดงรายชื่อ
web
site ที่ได้ไปมา
สามารถกดปุ่ม
History
เพื่อดูว่าได้มีการไปยัง web site ไหนมาแล้วบ้างได้
เมื่อมีการแสดงรายชื่อ web site ออกมา
สามารถคลิกเพื่อให้โปรแกรมทำการ load เอกสารหน้านั้นๆมาใหม่ได้
การปรับแต่งโปรแกรม
Internet
Explorer
วิธีที่
1: ล้างแคข้อมูลใน Internet Explorer
เมื่อต้องการตรวจสอบว่า
ปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือข้อผิดพลาด สาเหตุมาจากความเสียหาย
ในแฟ้มชั่วคราวของอินเทอร์เน็ต หรือ ในที่อื่น ๆ แคช ข้อมูลที่ถูกใช้ โดย Internet
Explorer คุณต้องล้างข้อมูลที่เก็บไว้ชั่วคราว เมื่อต้องการ
ทำเช่นนี้ การทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
Internet
Explorer 7
เปิด
Internet
Explorer 7
คลิก
เครื่องมือแล้ว คลิก ลบ ประวัติการเรียกดู.
ใน
ลบประวัติการเรียกดูคลิกลบทั้งหมด.
คลิกเพื่อเลือก
ลบแฟ้มและการตั้งค่า การจัดเก็บ โดยโปรแกรม add-on กล่องกาเครื่องหมาย จากนั้น คลิก ตกลง.
Internet
Explorer 8
เปิด
Internet
Explorer 8
คลิก
ความปลอดภัยแล้ว คลิก ลบประวัติการเรียกดู.
ในลบประวัติการเรียกดู
พื้นที่ คลิก ลบ.
แสดงแถบความคืบหน้าการเพื่อบ่งชี้ว่า
การเรียกดู จะมีการล้างข้อมูลประวัติ หลังจากกระบวนการนี้เสร็จสมบูรณ์
ทดสอบทางอินเทอร์เน็ต Explorer เพื่อตรวจสอบว่า
โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ให้ลองวิธีที่ 2
กลับไปด้านบน
วิธีที่
2: ตั้งค่าการรักษาความปลอดภัยสำหรับ Internet Explorer ใหม่
ถ้าคุณตั้งค่าคอนฟิกการตั้งค่าความปลอดภัยที่จะจำกัดเกินไป
คุณอาจ ป้องกันไม่ให้ Internet Explorer แสดงเว็บไซต์บางเว็บไซต์
เมื่อต้องการตรวจสอบ ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากการตั้งค่าความปลอดภัยที่จำกัด overly
ย้อนกลับไป การตั้งค่าความปลอดภัยเริ่มต้น เมื่อต้องการทำเช่นนี้
ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
เปิด
Internet
Explorer
คลิก
เครื่องมือแล้ว คลิกตัวเลือกอินเทอร์เน็ต.
คลิก
รักษาความปลอดภัย แท็บ
คลิก
การตั้งค่าใหม่เขตพื้นที่ทั้งหมดไปยังระดับเริ่มต้น, จากนั้น คลิก ตกลง.
หลังจากที่คุณทำเช่นนี้
ทดสอบ Internet
Explorer เพื่อตรวจสอบว่า โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง
ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ลองวิธีที่ 3
หมายเหตุ
ถ้าวิธีการนี้ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ คุณสามารถคืนค่า Internet
Explorer เพื่อให้ระดับการรักษาความปลอดภัยของก่อนหน้านี้
กลับไปด้านบน
วิธีที่
3: เรียกใช้ Internet Explorer ในโหมด
"ไม่มี Add-on"
Add-on
ของ Internet Explorer เช่นตัวควบคุม ActiveX
และเบราว์เซอร์ ใช้แถบเครื่องมือ
โดยบางเว็บไซต์เพื่อให้สามารถเรียกดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประสบการณ์การใช้งาน
มีข้อผิดพลาดอาจเกิดขึ้น หาก add-on มีความเสียหาย หรือแอดออน
ความขัดแย้งกับ Internet Explorer เมื่อต้องการตรวจสอบว่า
ข้อผิดพลาดที่เกิดจาก add-on เรียกใช้ Internet
Explorer ในโหมด "ไม่มี Add-on" เมื่อต้องการทำเช่นนี้
ให้ปฏิบัติตาม ขั้นตอนเหล่านี้:
คลิก
เริ่มการทำงานจากนั้น พิมพ์Internet Explorer ในการ
เริ่มต้นค้นหากล่อง
คลิก
Internet
Explorer (ไม่มี Add-on). เปิด Internet
Explorer โดยไม่มี add-on แถบเครื่องมือ
หรือปลั๊กอิน
ทดสอบ
Internet
Explorer เพื่อตรวจสอบว่า โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง
ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ลองวิธีที่ 4
ถ้าไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
ปัญหาเกิดจากรายใดรายหนึ่งของ add-on ซึ่งโดยทั่วไปจะโหลดพร้อมกับ
Internet Explorer ในกรณีนี้ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง
ตัวเลือกต่อไปนี้
ตัวเลือกที่
1: ตั้งค่า Internet Explorer
การตั้งค่า
Internet
Explorer เพื่อแสดงการตั้งค่าคอนฟิกค่าเริ่มต้น
นอกจากนี้ขั้นตอนนี้จะปิดใช้งานใด ๆ โปรแกรม add-on ปลั๊กอิน
หรือแถบเครื่องมือที่มีการติดตั้ง ถึงแม้ว่าการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็ว
นั่นยังหมายถึง ว่า ถ้าคุณต้องการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวโปรแกรม add-on
ในอนาคต พวกเขาต้องต้องติดตั้งใหม่ เมื่อต้องการตั้งค่าการตั้งค่า Internet
Explorer ใหม่ ใช้วิธีที่ 4
ตัวเลือกที่
2: ใช้ตัวจัดการ Add-on เครื่องมือเพื่อดูว่า
add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของปัญหา
ใช้เครื่องมือ
Manage
Add-ons ใน Internet Explorer แต่ละ add-on
เพื่อดูว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาดที่ปิดใช้งานแต่ละรายการ
เมื่อต้องการทำเช่นนี้ ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
Internet
Explorer 7
เปิด
Internet
Explorer 7
คลิก
เครื่องมือชี้ไปที่ จัดการ โปรแกรม add-onแล้ว
คลิก เปิดหรือปิดใช้งาน Add-on.
ในการ
แสดง กล่อง การเลือก โปรแกรม add-on ที่ถูกใช้
โดย Internet Explorer เมื่อต้องการแสดง add-on ทั้งหมดที่ มีการติดตั้งบนคอมพิวเตอร์
สำหรับแต่ละสินค้าในรายการนี้
ให้เลือก add-on จากนั้น คลิก ปิดการใช้งาน
ภายใต้หัวข้อ การตั้งค่า.
เมื่อคุณได้ปิดใช้งานรายการทั้งหมดในรายการนี้
คลิกตกลง.
จบการทำงาน
และเริ่มระบบของ Internet Explorer 7
ใหม่
ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น
ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3
คลิก
เปิดการใช้งาน สำหรับเพียงอย่างเดียว add-on
ทำซ้ำขั้นตอนที่
6 ถึง 8 จนกว่าคุณกำหนดว่า add-on ตัวใด
ทำให้เกิดข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
Internet
Explorer 8
เปิด
Internet
Explorer 8
คลิก
เครื่องมือแล้ว คลิก จัดการ Add-on.
บนเครื่อง
แสดง เมนูแบบหล่นลง เลือก Add-on ทั้งหมด
เมื่อต้องการแสดง add-on ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้บนคอมพิวเตอร์
สำหรับแต่ละสินค้าในรายการนี้
เลือก add-on
และคลิ กปิดการใช้งาน ในหน้าต่างรายละเอียด
เมื่อคุณได้ปิดใช้งานรายการทั้งหมดในรายการนี้
คลิก ตกลง.
จบการทำงาน
และเริ่ม Internet Explorer ใหม่
ถ้าปัญหาไม่เกิด
ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3
คลิกเปิดการใช้งาน
สำหรับ add-on
ตัวเดียว
ทำซ้ำขั้นตอนที่
6 ถึง 8 จนกว่าคุณกำหนดว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
หลังจากที่คุณได้ใช้กระบวนการนี้เพื่อกำหนดว่า
add-on
ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาด คุณสามารถปิดใช้งาน add-on นั้น หรือ คุณสามารถถอนการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งโปรแกรม add-on
เรายังแนะนำให้ คุณติดต่อผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ที่ให้ add-on สำหรับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและการสนับสนุนเพิ่มเติม
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม
add-on
ของ Internet Explorer ให้ดู
บทความต่อไปนี้ในวิธีใช้ของ Windows:
โปรแกรม
add-on
ของ Internet Explorer: คำถามที่ถามบ่อย (http://windowshelp.microsoft.com/Windows/en-US/Help/e85a03aa-c7c6-428e-9891-67ea76df9b7e1033.mspx)
กลับไปด้านบน
วิธีที่
4: การตั้งค่าการตั้งค่า Internet Explorer
เมื่อต้องการตรวจสอบว่า
ปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือข้อผิดพลาด สาเหตุมาจากการตั้งค่าการตั้งค่าคอนฟิก
การตั้งค่า Internet Explorer เป็นค่าเริ่มต้น
การกำหนดค่า ซึ่งไม่อยู่ในสถานะเมื่อมีการติดตั้ง Windows Vista ไว้ตั้งแต่ต้นว่า
เมื่อต้องการให้เราในการรีเซ็ตการตั้งค่า
Internet
Explorer ให้คุณ ไป "การตั้งค่า Internet Explorer ให้ฉัน"ส่วน เมื่อต้องการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ ด้วยตัวคุณเอง ไป "ให้ฉันตั้งค่าใหม่ของ Internet
Explorer เอง"ส่วนการตั้งค่า Internet Explorer ให้ฉันเมื่อต้องการตั้งค่าการตั้งค่าโดยอัตโนมัติ คลิก Internet
Explorerการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ปุ่มหรือการเชื่อมโยง
คลิกเรียกใช้ ในการ การดาวน์โหลดแฟ้ม โต้ตอบกล่อง และทำตามขั้นตอนในการแก้ไขอัตโนมัตินั้นตัวช่วยสร้าง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)